ล้มพรบ.อุดมฯหลังส่อแววปรับโครงสร้างแยก"สกอ."

    ส่อล้ม พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพราะเตรียมแยก สกอ. "กฤษณพงศ์" เผยไม่ทิ้งทั้งร่างฯ แต่หยิบของดีใน พ.ร.บ.อุดมฯ มาให้กระทรวงอุดมฯ แทน ชี้แยกเป็นกระทรวงสังคมต้องได้ประโยชน์ ไม่ใช่มีแต่มหาวิทยาลัยที่มีอิสระมากขึ้น

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายกฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่า ตนยังไม่ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับทางคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) อย่างเป็นทางการ แต่โดยหลักการจะออกกฎหมายต้องชี้ให้เห็นชัดเจน ว่าประเทศชาติบ้านเมืองจะได้ประโยชน์อย่างไร โดยขณะนี้กำลังมีการพิจารณาจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา หรืออาจจะเป็นทบวงการอุดมศึกษา ดังนั้นจึงคิดว่าหากเป็นไปได้ก็อาจจะพิจารณาหยิบข้อดีบางส่วนจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวที่เป็นประโยชน์ในภาพรวมมาใส่ไว้ในร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาด้วย ทั้งนี้ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องมาหารือร่วมกัน เพราะต้องมองในหลายๆ มุม ทั้งมุมมหาวิทยาลัยที่ไม่อยากให้มีการผลักดัน พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะจะทำให้มหาวิทยาลัยขาดความคล่องตัวในการบริการงาน ขณะที่มุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือรัฐบาลที่เป็นตัวแทนในการนำภาษีอากรจากประชาชนมาใช้ในการพัฒนาด้าน ต่างๆ ก็คงอยากจะรู้ว่าเงินที่ลงไปเกิดประโยชน์คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

    รมช.ศธ.กล่าวว่า ในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการพัฒนาส่วนต่างๆ ดังนั้นความรับผิดชอบในการใช้งบประมาณแผ่นดีตรงนี้ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ยังไม่รวมเงินที่ผู้ปกครองลงไปผ่านทางค่าเล่าเรียน ซึ่งที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีอิสระ แต่ต่อไปความมีอิสระจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบ มหาวิทยาลัยที่ทำดีไม่น่าจะขัดข้อง แต่ก็ยอมรับว่ายังมีมหาวิทยาลัยที่ไม่ดี ดังนั้นจึงต้องมีกลไกที่จะเข้ามาช่วยจัดการมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะออก พ.ร.บ.การอุดมศึกษาเท่านั้น เพราะการออก พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจจะทำให้คนเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบมหาวิทยาลัย ทั้งที่ผมเห็นว่าระบบส่วนรวมยังดีอยู่ แต่คนมักจะหยิบของไม่ดีขึ้นมาพูด ดังนั้นจึงต้องมาหรือ โดยอาจจะหยิบข้อดีบางประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใส่ไว้ในร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เพื่อแก้ปัญหาไปในคราวเดียว ที่สำคัญต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า ถ้ามีการแยกกระทรวงแล้วประชาชนได้อะไร นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยได้อิสระและความคล่องตัวในการบริหารงาน แต่สุดท้ายทุกฝ่ายคงต้องมาหารือให้ได้ข้อสรุป

    นายกฤษณพงศ์กล่าวต่อว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ตนอยากเห็นคือ อยากให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน และข้อมูลการมีงานทำของบัณฑิต ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจหน้าที่จะไปขอข้อมูลดังกล่าวจาก มหาวิทยาลัย ดังนั้นหากมีการจัดตั้งทบวงหรือกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้น ก็น่าจะสามารถจัดทำข้อมูลตรงนี้เพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนรับรู้ ประการแรก เงินที่ใส่ไปสามารถผลิตบุคลากรได้คุ้มค่ามากแค่ไหน ซึ่งสามารถดูได้จากตัวเลขการมีงานทำของบัณฑิต รวมถึงข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่การกำหนดภาพรวมการผลิตและพัฒนากำลังคน ได้ ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยและรัฐบาล โดยที่ผ่านมามีการกระจายอำนาจลงไปให้สภามหาวิทยาลัยสามารถอนุมัติหลักสูตร ได้ ทำให้ไม่เห็นภาพรวมว่าบางสาขาผลิตบัณฑิตเกินความจำเป็นหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาบัณฑิตตกลง กระทรวงหรือทบวงอุดมศึกษาใหม่ต้องสามารถที่จะวางเป้าหมายในการผลิตกำลังคน ได้.

 

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์