มอบ สช.ถกร่วม ก.คลัง เก็บภาษี ร.ร.กวดวิชา

  “สุทธศรี” มอบ สช. หารือ ก.คลัง เรื่องการจัดเก็บภาษี ร.ร. กวดวิชา ระบุใน พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน ได้ยกเว้นเก็บภาษี ร.ร.เอกชนนอกระบบ ซึ่งรวมกลุ่ม ร.ร.กวดวิชา จึงต้องดูว่าหากกลุ่มร.ร.เหล่านี้เน้นทำเชิงธุรกิจ ก็ควรต้องเสียภาษี แต่หากทำเพื่อการศึกษาอาจจะยกเว้น พร้อมเสนอไอเดียเก็บภาษีทางอ้อม แต่ต้องถามความเห็น ก.คลัง ก่อน พร้อมเผยข้อมูลวิจัยของ มธ. พบว่า ปี 53 มูลค่าธุรกิจกวดวิชาสูงเกือบ 2 หมื่นล้านกระจายตัวทั้งใน กทม. และภูมิภาค โดยเจ้าของธุรกิจคนเดียวมีกำไร 12 - 19% แต่หากเป็นธุรกิจใหญ่กำไร สูง 40 - 50% 
       
       วันนี้ (11 ธ.ค.) นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสถาบันกวดวิชา เนื่องจากเห็นว่าเป็นสถาบันที่ลงทุนไม่สูง แต่มีกำไรค่อนข้างมาก ประกอบกับไม่มีกฎหมายบังคับให้จดทะเบียนนิติบุคคล เพราะเป็นเรื่องการศึกษา รัฐบาลจึงไม่ได้เข้าไปควบคุม โดย ครม. มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปแก้ประกาศกระทรวงให้ทันสมัยต่อการจัดเก็บภาษีมานำเสนอ ครม. ภายใน 30 วันนั้น ว่า ขณะนี้ ศธ. ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในฐานะที่ดูแลโรงเรียนกวดวิชาเป็นตัวแทนหารือร่วมกับกระทรวงการคลังตามที่ ครม. มอบหมายมา โดยในเรื่องของอัตราภาษีที่จะมีการจัดเก็บนั้น ก.คลัง จะเป็นผู้กำหนดรายละเอียด แต่ในส่วนของ สช. ต้องไปดูรายละเอียดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ที่ได้ยกเว้นการเก็บภาษีแก่กลุ่มโรงเรียนเอกชนนอกระบบ 15(2) ประมาณ 3 - 4 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงโรงเรียนกวดวิชาด้วย 
       
       ดังนั้น คงต้องไปพิจารณาว่ากลุ่มโรงเรียน หรือสถาบันเหล่านี้มีการค้ากำไรเกินควรหรือไม่ และหากเน้นธุรกิจมากก็ควรต้องเสียภาษี ยกเว้นอาจจะทำเพื่อการพัฒนาเด็กและประชาชน แต่ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องไปพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ส่วนตัวเสนอว่าหากจะมีการเก็บภาษีแก่โรงเรียนกวดวิชาหรือสถาบันที่ควรจัดเก็บอาจจะเป็นการจัดเก็บภาษีทางอ้อมได้หรือไม่ แต่ต้องหารือกับ ก.คลัง ก่อน ขณะเดียวกัน เรื่องของการเก็บภาษีจะขอให้ สช. ไปพิจารณาดูหลักเกณฑ์การขอนุญาตจัด ตั้งโรงเรียนกวดวิชาในปัจจุบันว่าต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยกับยุคปัจจุบันหรือไม่ 
       
       ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เคยให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการศึกษวิจัยเพื่อทราบถึงขนาดธุรกิจกวดวิชาในช่วงปี 2553 พบว่ามีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และมีการขยายตัวตามระบบการศึกษาแบบปกติและขยายตัวสู่ภูมิภาคมากขึ้น โรงเรียนกวดวิชาจะมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจสำหรับประเภทเจ้าของคนเดียวอยู่ ระหว่าง 12 - 19% ส่วนธุรกิจกวดวิชาขนาดใหญ่ มีอัตรากำไรสูง 40 - 50% และหากเฉลี่ยโรงเรียนกวดวิชาทุกประเภทกำไรที่ยังไม่ได้ถูกหักภาษีจะอยู่ที่ 21% ส่วนค่าเรียนกวดวิชาเฉลี่ยต่อหลักสูตร 3,000 - 5,000 บาท ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการกวดวิชาระบุว่าหากถูกเก็บภาษีอาจจะต้องเพิ่มค่าเล่าเรียนนั้นตนไม่อยากให้มีการเพิ่ม