ปักธงปี 58 ศธ.ลั่น เด็กไทยต้องอ่านออกเขียนได้!

ศธ.ประกาศนโยบาย ให้ปี 2558 ปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คลอด 3 มาตรการดำเนินงานเร่งด่วน มั่นใจแก้ปัญหาได้แน่ แต่อยากให้การศึกษาไทยก้าวหน้า ทีดีอาร์ไอบอกครูต้องปรับทักษะการสอน ลดท่องจำ เน้นวิเคราะห์

วันที่ 12 ม.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงประกาศนโยบายของ ศธ. ให้ปี 2558 เป็นปี "ปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้" เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ทั่วประเทศราว 26,000 คน โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการย้ายถิ่นฐาน เป็นคนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ และต่างด้าว จนกลายเป็นปัญหาสำคัญในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ตัวเด็ก

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหาเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปีนี้ ศธ.จึงกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อดำเนินการให้เด็กทุกคนอ่านออกเขียนได้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาในรายวิชาอื่นต่อไป 

ทั้งนี้ ศธ.ได้วางมาตรการในเรื่องนี้ไว้ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1. ให้ สพฐ.กำหนดมาตรการเร่งรัดคุณภาพอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่อง และสื่อสารได้ให้นักเรียนทุกระดับชั้นอ่านออกเขียนได้ 2. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ดำเนินการประกาศนโยบายแก่โรงเรียนในสังกัด จัดทำข้อมูลการอ่านเขียนของนักเรียนทุกระดับชั้น สรุปและรายงานต่อ สพฐ. และ 3. ในส่วนของสถาศึกษา ให้ดำเนินการประกาศนโยบายให้ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบและดำเนินการทุกวิธี เพื่อให้นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานหลักสูตร จัดแผนซ่อมเสริมให้นักเรียนทุกคนที่มีปัญหา โดยให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 รวมถึงการประสานกับผู้ปกครองให้รับทราบปัญหาเพื่อร่วมกับครูดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

"เชื่อว่านโยบายนี้จะประสบความสำเร็จภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และสามารถทำให้เด็กอ่านเขียนได้ครบทั้งหมดในปี 2558 หากทุกฝ่ายได้ดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้" พล.ร.อ.ณรงค์ ระบุ

ขณะที่ ดร.ตรีนุช ไพชยนต์วิจิตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยในปัจจุบันว่า ในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาไปถึง 4.2 แสนล้านบาท แต่กลับไม่ได้คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นโดยเห็นได้จากผลสะท้อนของการทดสอบระดับนานาชาติอย่าง Program for International Student Assessment (PISA) และผลการสอบ Trends in International Mathematics and Science Study (TIMSS) ที่ระบุว่า ผลการเรียนของเด็กไทยในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการพัฒนาและต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

"ปัญหาของระบบการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงบประมาณ แต่อยู่ที่ความด้อยประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการการขาดแคลนครูที่มีทักษะในสาขาวิชานั้นๆ และเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่าเด็กไทยยังอ่อนใน 3 วิชาหลัก ทั้งภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่านักเรียนไทยจะใช้เวลาในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนถึง 6 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่านักเรียนในประเทศเกาหลี แต่ผลการสอบระดับนานาชาติกลับได้คะแนนต่ำกว่า" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอแจงเพิ่ม

ดร.ตรีนุช ให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศจำเป็นต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแต่ละวิชาใหม่ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึง 3 เรื่อง หลัก ประกอบด้วย 1. การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่นักเรียนยากจนเพิ่มเติม ซึ่งเงินอุดหนุนเพียงปีการศึกษาละ 1,000 บาทต่อหัวไม่เพียงพอต่อการยกระดับการศึกษ 2. การเพิ่มความรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงเรียนและครู ต่อผลการเรียนของเด็กให้มีความสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น และ 3. การปรับเปลี่ยนการผลิตครูและการคัดเลือกครูที่มีคุณภาพ ด้วยการคัดครองบุคลากรที่เก่งเข้าสู่ระบบและเป็นไปตามความต้องการของโรงเรียน ขณะเดียวกันต้นสังกัดที่ทำหน้าที่ผลิตครูรุ่นใหม่ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการฝึกครูให้สามารถสอนได้หลากหลายวิชา โดยเฉพาะวิชาหลัก อาทิ ครู 1 คน มีทักษะการสอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นหลัก แต่สามารถสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้ด้วย เป็นต้น สิ่งนี้จะสามารถตอบโจทย์เรื่องการขาดแคลนครูในวิชาหลักได้

"ในส่วนของบุคลากรครู ควรปรับเปลี่ยนวิธีการสอนโดยลดการสอนนักเรียนแบบท่องจำ แล้วปรับเปลี่ยนเป็นการสอนแบบให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเองมากขึ้น โดยครูควรเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนมีวินัยและมีความสนใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง หากการศึกษาของไทยมีคุณภาพที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จะทำให้เด็กไทยในอนาคตเสียโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กล่าว

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ