ทปอ.จี้เด็กตรวจเลข 13 หลัก สมัครทีแคส

 
วันนี้ (18 มี.ค.) ดร.พีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังดำเนินการรับสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ปีการศึกษา 2562 รอบ 2 คือ รอบโควตา ซึ่งทปอ.กำหนดรับสมัคร วันที่ 4 ก.พ. – 23 มี.ค.2562 ประกาศผล วันที่ 24 เม.ย.2562 ยืนยันสิทธิ วันที่ 24-25 เม.ย.2562 และสละสิทธิ วันที่ 26-27 เม.ย.2562ทั้งนี้ ในการรับสมัครรอบ 2 มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะปิดรับสมัครก่อนวันที่ 23 มี.ค.2562 ก็ได้ แต่มหาวิทยาลัยจะต้องประกาศแจ้งให้เด็กทราบล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อรับสมัครเสร็จเรียบร้อยมหาวิทยาลัยไหนส่งข้อมูลมาที่ ทปอ.ก่อน ทาง ทปอ.ก็จะได้เตรียมดึงคะแนนสอบของเด็กไว้ให้ เช่น คะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต คะแนนทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ แกต ทดสอบความถนัดทางวิชาการหรือวิชาชีพ หรือ แพต และ คะแนนวิชาสามัญ 9 วิชา เป็นต้น ที่มหาวิทยาลัยจะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ซึ่งคาดว่ามหาวิทยาลัยจะส่งข้อมูลให้ ทปอ.ได้ก่อนต้นเดือนเมษายนนี้ เนื่องจาก สทศ.จะประกาศผลคะแนนสอบชุดสุดท้าย คือ คะแนนวิชาสามัญ 9 วิชา ในวันที่ 5 เม.ย.นี้
 
“ ปัญหาที่พบตอนนี้ คือ เรื่องของคะแนนสอบที่จะนำมาใช้ในทีแคส เนื่องจากมีเด็กไม่ใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในการสมัครสอบวิชาต่างๆที่ สทศ.จัดสอบ โดยไปใช้เลขหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต ไปสมัคร ขณะที่การสมัครทีแคสใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน13 หลัก จึงดึงข้อมูลไม่ได้ทำให้เด็กไม่มีคะแนน ทั้งๆที่เลขที่ใช้ในการสมัครสอบกับสทศ. และสมัครทีแคส ควรเป็นเลขชุดเดียวกัน ซึ่งจำนวนเด็กเหล่านี้ถือว่าเยอะอยู่ โดยมีทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติ เช่น ลาว กัมพูชา เป็นต้น ดังนั้น ทปอ.ขอให้เด็กที่ใช้เลขในการสมัครสอบไม่ตรงกันมาแก้ไขข้อมูลที่ ทปอ. หรือ สทศ. โดยเร็ว ก่อนที่จะไม่มีคะแนน ” ดร.พีระพงศ์ กล่าว
 
ผู้ช่วยเลขาธิการ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เด็กสอบถามเข้ามาที่ ทปอ.มาก คือ ถ้ายืนยันสิทธิทีแคสรอบ 1 แฟ้มสะสมผลงานไปแล้ว และไม่ได้สละสิทธิ จะไปสมัครทีแคสรอบ 2 ได้หรือไม่ ทปอ.ชี้แจงไปแล้วว่าสมัครรอบ 2ไม่ได้ เพราะเด็กยังไม่ได้สละสิทธิและเลยเวลาให้สละสิทธิไปแล้ว ซึ่งเด็กถามต่อว่าแล้วจะไปสมัครทีแคสรอบ3 คือ รับตรงร่วมกันได้หรือไม่ ซึ่งเด็กสามารถทำได้ แต่จะต้องมาสละสิทธิรอบ 1 ก่อน.
 
 
ที่มา: เดลินิวส์