"อ๋อย"ขยับเพิ่มสัดส่วนข้อสอบกลาง50:50 เริ่มปี58 เชื่อทำให้เห็นจุดอ่อน-แข็งภาพรวมโรงเรียนทั้งประเทศ

     "จาตุรนต์" ประกาศปี 58 เพิ่มสัดส่วนการสอบวัดผลกลางจาก 30:70 เป็น 50:50 ยันไม่ส่งผลให้เด็กสอบตก แต่จะได้รู้ภาพรวมจุดอ่อน-จุดแข็งการศึกษาของประเทศ พร้อมปรับสัดส่วนเงินอุดหนุนรายหัว ถ่ายโอนให้ รร.ชนบทได้เงินมากขึ้น ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่เปิดทางให้ระดมทุนได้เอง
    ในการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ “การรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา” ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย. โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานและได้มอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมประชุม โดยนายจาตุรนต์กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องการพัฒนาคนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกันทั้งระบบ โดยดูได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน การวัดผลจากหน่วยงานของต่างประเทศ ซึ่งผลออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ     ที่ผ่านมา ศธ.ไม่มีการทดสอบกลางที่เป็นมาตรฐาน จึงทำให้ไม่มีใครทราบว่าคุณภาพการศึกษาโดยรวมของประเทศเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องให้มีการสอบวัดผลกลาง ซึ่งจากการหารือเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า จะใช้การสอบวัดผลกลางควบคู่กับการสอบปลายภาค โดยในปีการศึกษา 2557 จะจัดสอบในสัดส่วน 30:70 และในปีการศึกษา 2558 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 50:50 ส่วนจะจัดสอบในระดับชั้นใดบ้างนั้น ได้มอบให้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบและการวัดผลไปพิจารณารายละเอียดและนำกลับมาเสนออีกครั้ง
    "มีหลายฝ่ายกังวลว่าการสอบวัดผลกลางจะเกิดความไม่ยุติธรรมต่อเด็กที่โรงเรียนห่างไกล และอาจทำให้เด็กสอบตกได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมยืนยันว่าการสอบดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้เด็กตก หรือคัดเด็กไม่เก่งออก หรือเกิดการแข่งขัน แต่ต้องการสอบเพื่อให้รู้ผลการจัดการศึกษาของประเทศ รวมทั้งครูจะได้รู้ว่านักเรียนของตนเป็นอย่างไร และต้องปรับปรุงในส่วนใดบ้าง เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษาต่อไป ส่วนโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลซึ่งอาจมีคุณภาพการศึกษาไม่ค่อยดี เราก็จะพัฒนาให้ดีขึ้นโดยมีการปรับระบบเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน" นายจาตุรนต์กล่าว
    ด้านนางอ่องจิต เมธยะประภาส รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับข้อสอบวัดผลกลางที่จะใช้ในปีการศึกษา 2557 ในสัดส่วน 30% นั้น จะเป็นข้อสอบที่ร่วมกันพัฒนาโดยส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 15% และเขตพื้นที่การศึกษา กับโรงเรียนอีก 15% ส่วนอีก 70% นั้นจะเป็นการวัดผลของโรงเรียน เช่น การสอบปลายภาคเรียน จิตพิสัย คะแนนเก็บ เป็นต้น
    นายกิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วย รมว.ศธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับเงินอุดหนุนรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ตนได้ประชุมคณะทำงานไปหลายรอบแล้ว และกำลังสรุปเรื่องทั้งหมดให้เสร็จภายในสัปดาห์หน้า ว่าเงินอุดหนุนรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานของนักเรียนในสังกัดโรงเรียนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเอกชน และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะมีอัตราที่ปรับเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยหลักการของการปรับเงินอุดหนุนจะต้องจัดการภายใน ศธ.ก่อน และใช้คนให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ อย่างศึกษานิเทศก์ สายสนับสนุนที่จะต้องจัดคนเพื่อนำมาสนับสนุนการจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะได้ไม่ใช้เงินเพิ่ม แต่หากจำเป็นต้องใช้งบประมาณก็จะจัดเพิ่มให้โดยจะเสนอขอรัฐบาล โดยทั้งหมดนี้ตนจะต้องจัดทำรายละเอียดเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 1 ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
    ผู้ช่วย รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากการปรับเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว จะมีการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียนในแต่ละกลุ่มด้วย อย่างกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนชายขอบ พื้นที่ชนบทห่างไกล จะมีรูปแบบโมเดลจัดการศึกษาร่วมกันและจัดสรรเงินก้อนไปให้ เพื่อการยกระดับคุณภาพ ส่วนกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม จะให้เสรีในการระดมทรัพยากรทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จะได้ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ และจะทำให้มีเงินเหลือจากการจัดสรรให้โรงเรียนกลุ่มนี้นำไปจัดสรรให้โรงเรียนขนาดเล็กแทนได้
 
 
 
เครดิต นสพ.ไทยโพสต์