ร่างพรบ.อุดมฯใหม่คุมมหา'ลัยรับเด็ก "ภาวิช"จี้ต่อมอธิการช่วยลดเหลื่อมล้ำ/ไม่ใช่ตะแบงรักษาผลประโยชน์

 “ภาวิช” ชี้ร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ศ.... จะเติมหมวดว่าด้วยการรับเด็กเข้าเรียนมหา’ลัยมาควบคุมต่อไปด้วย ขณะเดียวกันจี้สำนึกมหา’ลัยช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำให้สังคม สนับสนุนปฏิรูปการศึกษา อย่าให้ต้องใช้กฎหมายไปบังคับเลิกเปิดสอบรับตรงเองที่เป็นปัญหา จวกเหล่าอธิการบดีไร้สำนึก ตะแบงรักษาผลประโยชน์ตัวเองไปวันๆ ด้าน "สมพงษ์" หนุนรัฐแทรกแซงเพื่อปรับโครงสร้างรวม
    ศ.พิเศษภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.ยังไม่มีโครงร่างระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ เพราะจะขอเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมศึกษาดูระบบการคัดเลือกของประเทศอื่นๆ ไปด้วย แต่โดยหลักการของระบบคัดเลือกใหม่นั้นจะต้องมี ได้แก่ ระบบคัดเลือกใหม่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กและผู้ปกครองที่มีฐานะดีและไม่ดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีเด็กมีฐานะจะมีโอกาสมากกว่า รวมถึงระบบคัดเลือกใหม่ต้องไม่ไปทำลายการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างปัจจุบันการเปิดสอบรับตรงของมหาวิทยาลัย/คณะที่ทำให้เด็กไม่สนใจเรียนในโรงเรียน ทิ้งห้องเรียน และการออกข้อสอบที่ต้องอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะหากออกข้อสอบแบบไม่คำนึงหลักสูตรเลย เด็กก็จะไม่สนใจเรียนตามหลักสูตร
    อย่างไรก็ดี ในส่วนร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.... ที่กำลังดำเนินการนั้นอาจต้องเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการรับเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยจะต้องมีเงื่อนไขและรายละเอียดอะไรบ้างคงต้องไปจัดทำ เพราะร่าง พ.ร.บ.ฯ จะระบุเพียงหลักการเท่านั้น ต่อไปหากยังมีกรณีเด็กมีเงินแสนถึงเข้ามหาวิทยาลัยได้ ส่วนเด็กมีเงินพันมีโอกาสน้อยกว่า ตรงนี้จะถือว่าผิดหลักการแล้ว ฉะนั้นในเรื่องนี้ต่อไปจะมีกฎหมายมาดูแล
    ผู้ช่วย รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสังคมยังให้เกียรติเรื่องการคัดเลือกบุคคลฯป็นสิทธิของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเป็นสิทธิแล้วมหาวิทยาลัยก็ต้องเข้าใจว่า สิทธินี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการศึกษาหรือไม่ การอ้างว่าไม่ให้เปิดสอบรับตรงแล้วจะทำให้รับเด็กที่มีคุณสมบัติไม่ตรงความต้องการ คิดว่าไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะมหาวิทยาลัยก็ออกแบบระบบคัดเลือกเองหมด หากยังอ้างว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแย่จึงต้องเปิดสอบรับตรง เรื่องนี้ก็ต้องลงมาช่วยกัน เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการผลิตครูของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีผลต่อระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ก็หวังว่าเมื่อมหาวิทยาลัยได้รับทราบปัญหาแล้วจะมีความร้อนใจต่อสังคมยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจต้องใช้กฎหมายมาบังคับ
    “มหาวิทยาลัยต้องสำนักตัวเองก่อน อย่างการสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบันถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นกระจกเงาสะท้อนอยู่แล้ว อย่าให้คนอื่นไปไปกระชากแรงๆ"
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอจากเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้ประกาศให้มหาวิทยาลัยยกเลิกการเปิดสอบรับตรงของตัวเองไปเลยเพื่อแก้ปัญหา ศ.พิเศษภาวิชกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวประกาศได้ แต่มหาวิทยาลัยอาจไม่เชื่อ เพราะขณะนี้ไม่มีกฎหมายอะไรไปบังคับเขาได้ แต่จริงๆ เรื่องนี้ไม่ควรใช้กฎหมายไปบังคับ เพราะอยากให้ใช้สำนึกเหมือนในอดีตที่ทำ ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมคนที่เป็นอธิการบดีเมื่อไปรวมกลุ่มกันกลับไม่มีสำนึก ทั้งยังตะแบงไปเรื่อย อ้างว่าการศึกษาอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วใครล่ะเป็นคนทำให้อ่อนแอ
    รศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสนอในการประชุมเสวนาเรื่อง “การพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา” เมื่อที่ผ่านมาการผลิตบัณฑิตซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางกลับไม่บอกว่าเด็กเรียนจบมาแล้วทำงานอะไร จึงทำให้การเลือกเรียนไม่มีทิศทาง ฉะนั้นต้องมาคิดกันใหม่โดยให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะต้องประสานช่วยกัน ขณะที่รัฐบาลต้องกำหนดเป็นนโยบายชัดเจนว่าจะผลิตกำลังคนอุดมศึกษาไปในทิศทางใด เพื่อให้การปรับปรุงระบบคัดเลือกบุคคลเข้าอุดมศึกษามีทิศทาง
    “ปัจจุบันระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่ออุดมศึกษามีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นคนดูแล แต่ที่ผ่านมาเวลาระบบมีปัญหา มักจะเป็นรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง ฉะนั้นวันนี้ที่ระบบยังมั่วอยู่ ผมจึงอยากให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงเหมือนที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหา ไม่เช่นนั้นระบบคัดเลือกที่เป็นเหมือนคอขวดทางการศึกษาและเป็นปัญหา หากไม่แก้ไขเมื่อปฏิรูปการศึกษาไปสุดท้ายก็มีปัญหา และปฏิรูปไม่สำเร็จอยู่ดี อย่างไรก็ดี เบื้องต้นอยากให้ทำความเข้าใจทุกฝ่ายให้เห็นถึงปัญหาก่อน แต่หากเข้าใจแล้วไม่ทำตามก็ค่อยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับแทน” รศ.สมพงษ์กล่าว
 
 
 
เครดิต  นสพ.ไทยโพสต์