สรุปยอดรวมเด็กอ่านไม่ออก2แสน "อ๋อย"ใจกว้างไม่โทษครู ชมเปาะผู้บริหารรร.กล้าบอกความจริง

สรุปยอดนักเรียน ป.3 และ ป.6 ต้องปรับปรุงเรื่องการอ่านสูงถึง 2 แสนคน เด็ก 3 จังหวัดใต้อ่อนภาษาไทยมากที่สุด "อ๋อย" ใจกว้างไม่โทษเด็กและครูบกพร่องจนการศึกษาล้มเหลว ชมเปาะผู้บริหาร รร.กล้าหาญ สะท้อนความจริง ฟุ้งจับปัญหาได้ตรงจุดและเร็ว ต่อยอดแก้ปัญหาการศึกษาอื่นได้ ด้านภาษาอังกฤษก็แย่ไม่แพ้กัน "สพฐ." เตรียมประชุมหายุทธศาสตร์พัฒนาภาษาอังกฤษเด็กไทย
    หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศยอดเบื้องต้นเด็กชั้น ป.3 และ ป.6 ที่อ่านภาษาไทยไม่ได้ อ่านได้บ้าง และอ่านได้แต่ไม่เข้าใจ ที่รวมกันเป็นหลักแสนคนนั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เปิดเผยตัวเลขสรุปผลการสแกนนักเรียนชั้นดังกล่าวที่ได้รับรายงานจาก สพฐ. โดยแบ่งเป็นระดับชั้นและประเภท ดังนี้ การศึกษาปกติสังกัด สพฐ. นักเรียนชั้น ป.3 ภาพรวม 445,000 คน พบกลุ่มเด็กอ่านไม่ได้ จำนวน 27,000 คน หรือ 6.27% อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง จำนวน 23,700 คน หรือ 5.32% อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ จำนวน 14,600 คน หรือ 3.2% และอ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง) จำนวน 62,000 คน หรือ 14% และนักเรียนชั้น ป.6 สังกัด สพฐ. ภาพรวม 444,000 คน พบกลุ่มเด็กอ่านไม่ได้ จำนวน 7,880 คน หรือ 1.77% อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง จำนวน 6,750 คน หรือ 1.52% อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ จำนวน 7,080 คน หรือ 1.59 และอ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง) จำนวน 51,580 คน หรือ 16.1% 
    รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนการศึกษาพิเศษสังกัด สพฐ. ได้แก่ นักเรียนชั้น ป.3 ภาพรวม 39,000 คน พบกลุ่มเด็กอ่านไม่ได้ จำนวน 16,800 คน หรือ 43.93% อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง จำนวน 6,133 คน หรือ 15.75% อ่านได้ต่แไม่เข้าใจ จำนวน 10,900 คน หรือ 27.97% และอ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง) จำนวน 11,580 คน หรือ 29.75% และนักเรียนชั้น ป.6 การศึกพิเศษสังกัด สพฐ. ภาพรวม 35,600 คน พบกลุ่มเด็กอ่านไม่ได้ จำนวน 8,680 คน หรือ 24.33% อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง จำนวน 3,400 คน หรือ 9.53% อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ จำนวน 6,520 คน หรือ 18.27 และอ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง) จำนวน 9,970 คน หรือ 27.96%
    “ตัวเลขข้างต้นเป็นการสะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทยพอสมควร จะพบว่าทั้งชั้น ป.3 และ ป.6 มีนักเรียนต้องปรับปรุงเรื่องการอ่านออก-เขียนได้ประมาณ 2 แสนคน ถือว่ามียอดสูง แต่ผมก็ถือว่าผู้บริหารโรงเรียนและครูมีความกล้าที่จะเผชิญความจริง ไม่มีการอะลุ่มอล่วยทำให้ยอดเด็กอ่านหนังสือไม่ออกมาต่ำ เพื่อปกปิดความล้มเหลวของโรงเรียนและครู อย่างไรก็ดี อยากฝากให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเราไม่ได้มองว่าเด็กกลุ่มนี้คือปัญหา หรือความบกพร่อง และจะไม่ตำหนิครู เพราะถือเป็นความผิดพลาดล้มเหลวที่ระบบการศึกษา ซึ่งเรากำลังหาทางแก้ไขอยู่ และดีที่เราจับจุดถูกและเร็ว มิฉะนั้นการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ตกต่ำอื่นๆ จะไม่สามารถแก้ได้” นายจาตุรนต์กล่าว
    ขณะที่นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับเขตพื้นที่การศึกษาที่มีนักเรียนอ่านไม่ได้มากที่สุดในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยะลา ร้อยละ 34.95, สพป.นราธิวาส เขต 2 ร้อยละ 26.25, สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 26.24, สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 25.39, สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 25.12, สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 23.80, สพป.นครพนม เขต 1 ร้อยละ 22.89, สพป.ยะลา เขต 3 ร้อยละ 21.53, สพป.เชียงใหม่ เขต 3 ร้อยละ 19.08 และ สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 17.27
    ส่วนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สพป.ยะลา เขต 2 ร้อยละ 12.77, สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 10.09, สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 9.52, สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 7.56, สพป.นราธิาส เขต 2 ร้อยละ 6.95, สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 6.73, สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 6.05 และ สพป.มุกดาหาร ร้อยละ 5.96
    “เด็กที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีปัญหาการอ่านหนังสือไม่ได้มากที่สุด ซึ่ง สพฐ.กำลังวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมเพื่อดูการกระจายตัว จำแนกตามกลุ่มโรงเรียนและขนาดของโรงเรียน” นายชินภัทรกล่าว
    นายชินภัทรยังกล่าวอีกว่า สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา โดยในวันที่ 27 ก.ย.นี้ สพฐ.จะจัดประชุมเสวนา “ประเทศไทยควรปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างไร” ที่โรงแรมตรัง กทม. ซึ่งจะมีการนำเสนอสภาพการจัดการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาว่าเหตุใดเด็กไทยถึงได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้จะมีการร่วมกันกำหนดมาตรฐานการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษด้วย เพราะที่ผ่านมา สพฐ.ไม่เคยมีการกำหนดว่ามาตรฐานของผู้เรียนทั้งในระดับช่วงชั้นที่ 2-4 ควรมีระดับมาตรฐานอย่างไรที่เทียบเท่าระดับสากล ขณะนี้ได้มอบให้สถาบันภาษาอังกฤษ สพฐ. เตรียมยกร่างมาตรฐานที่จะนำมาใช้ในการตั้งเป้าหมายในตัวผู้เรียนแล้ว จากนั้นจะนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษต่อไป
 
 
 
 
เครดิต   นสพ.ไทยโพสต์