เลื่อน"เปิด-ปิดเทอม"ยังมั่ว มหา'ลัย-รร.-อาชีวะวางปฏิทินตามใจชอบ

     “ภาวิช” รับเลื่อนเปิด-ปิดภาคการศึกษาเริ่มปีการศึกษา 2557 ยังมีปัญหา ระบุมหา’ลัยบางกลุ่มประกาศเลื่อน บางกลุ่มไม่เลื่อน ขณะที่ระดับโรงเรียน อาชีวะยังมีปฏิทินการศึกษาคนละทิศทาง อาจต้องเรียกทุกฝ่ายมาหารือ ขณะที่ผลวิจัยกลุ่มนิสิตครู ป.เอก ชี้เลื่อนเปิด-ปิดเทอมตามอาเซียนไม่สอดคล้องตามฤดูกาล ระวังต้องเปิดสอนทั้งน้ำท่วม
    ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ผลกระทบทางเลือกและทางออกเกี่ยวกับการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนของสถานศึกษาที่มุ่งเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน” โดย ศ.พิเศษภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวบรรยายเปิดการสัมมนาว่า ศธ.เห็นความจำเป็นการเตรียมพร้อมเรื่องอาเซียนปี 2558 จึงกำหนดกรอบแนวทางให้สถานศึกษาปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องการเลื่อนเปิด-ปิดภาคการศึกษาตามอาเซียน จากเดิมที่การเปิด-ปิดภาคการศึกษาและการกำหนดระบบต่างๆ จะคำนึงถึงความจำเป็นตามภูมิภาคของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกำหนดให้สอดคล้องตามฤดูกาล แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ทำให้ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ
    ผู้ช่วย รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ขยับปฏิทินอุดมศึกษาเปิดเทอมตามชาติตะวันตกแล้ว ไปเป็นประมาณช่วงเดือนสิงหาคม และทราบว่าเร็วๆ นี้จะมีอีกหลายประเทศสมาชิกอาเซียนขยับปฏิทินตาม อาทิ ลาว กัมพูชา ขณะที่ไทยที่ผ่านมากลุ่มมหาวิทยาลัยสมาชิกที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศขยับปฏิทินการศึกษาตามอาเซียนพร้อมกันทั้งหมดในปีการศึกษา 2557 แล้ว แต่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏก็เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยหนึ่งที่ยังประกาศใช้ปฏิทินการศึกษาเดิม ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ประกาศให้โรงเรียนขยับปฏิทินการศึกษาจากเดิมออกไปอีก 1 เดือน เริ่มในปีการศึกษา 2557 แต่โรงเรียนเอกชน อาชีวะเอกชนก็กำหนดปฏิทินอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเรากำหนดปฏิทินการศึกษาไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นปัญหาต้องไปขบคิด หากปฏิทินการศึกษายังยุ่งอยู่อย่างนี้ก็คงต้องมานั่งหารือกัน
    “ในอาเซียนยังไม่มีประเทศใดขยับปฏิทินการศึกษาของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเลย แต่ สพฐ.ประกาศขยับปฏิทินไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะเห็นอุดมศึกษาเริ่มขยับจึงขยับบ้าง แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องขยับตามอุดมศึกษาก็ได้ เพราะการมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นระหว่างช่วงรอยต่อนั้น ก็มีข้อดีว่าสามารถจัดระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาให้อยู่ในช่วงปิดภาคเรียนได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เพราะวันนี้สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอบตรง บางสาขาเปิดสอบตรงตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 บางสาขาที่ดังๆ เปิดสอบหลายๆ รอบจนเป็นปัญหา เรื่องนี้ถือว่าขาดสำนึกต่อสังคม” ศ.พิเศษภาวิชกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการศึกษาของคณะนิสิตดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาบริหารการศึกษา (ในเวลาราชการ) รุ่นที่ 23 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “ผลกระทบทางเลือกและทางออกเกี่ยวกับการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนของสถานศึกษาที่มุ่งเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน” วิเคราะห์เป็น 2 แผน ได้แก่ 1.ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานคงปฏิทินเดิม เลื่อนเฉพาะระดับอุดมศึกษา ชี้ว่า การเปิด-ปิดของโรงเรียนสอดคล้องกับฤดูกาล วิถีชีวิตคนไทย และฤดูกาลท่องเที่ยว ทั้งยังทำให้มีเวลาเตรียมระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเฉพาะการสอบโอเน็ต ม.6 ได้หลังศึกษาจบชั้น ม.6 แล้ว และสามารถทำกิจกรรมรับน้องได้เสร็จสิ้นก่อนเปิดภาคเรียน ขณะเดียวกันช่วงระยะเวลารอยต่อก่อนเข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาที่มากขึ้นนั้น เด็กอาจใช้เวลาว่างอย่างไร้ประโยชน์ เกิดการมั่วสุม หากไม่ได้รับการบริหารจัดการและส่งเสริมที่ดีจากภาครัฐ ซึ่งแผนนี้กระทบเฉพาะนักเรียนชั้น ม.6 และนิสิต/นักศึกษา
    ส่วนแผน 2 เลื่อนทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาตามประกาศปัจจุบัน ชี้ว่า โรงเรียนจะเปิดสอนไม่เหมาะสมกับฤดูกาล เพราะการเรียนการสอนจะอยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยว ในเดือนเมษายน และช่วงสอบยังตรงกับฤดูฝน ซึ่งแผนนี้จะกระทบนักเรียนทุกระดับชั้น และนิสิต/ศึกษา เพราะตามปกติในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงหน้าฝน และอาจมีปัญหาน้ำท่วม เดิมเป็นช่วงปิดเทอมแล้ว แต่ปฏิทินใหม่ทำให้ต้องเรียนกันจนถึงเดือนพฤศจิกายน
    สำหรับปฏิทินการศึกษาปีการศึกษา 2557 ที่มีการประกาศขยับนั้น ได้แก่ มหาวิทยาลัย 27 แห่งสมาชิก ทปอ. ประกาศขยับเปิด-ปิดภาคเรียนที่ 1 จากเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เป็นเดือนสิงหาคม-ธันวาคม ภาคเรียนที่ 2 เลื่อนจากเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เป็นเดือนมกราคม-พฤษภาคม ส่วนสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.ได้เลื่อนเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2557 เช่นกัน โดยภาคเรียนที่ 1 เลื่อนเลื่อนจาก 16 พฤษภาคม-11 ตุลาคม เป็น 10 มิถุนายน-4 พฤศจิกายน ส่วนภาคเรียนที่ 2 เลื่อนจากวันที่ 1 พฤศจิกายน-1 เมษายน เป็นวันที่ 26 พฤศจิกายน-26 เมษายน
 
 
 
เครดิต นสพ.ไทยโพสต์