ผลสอบ PISA เด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หวั่นม็อบยื้ดเยื้อฉุด ศธ.เร่งปรับหลักสูตร

Pic_397408

การสอบโครงการประเมินผลการศึกษานานาชาติ หรือ PISA ของประเทศสมาชิกองค์การ เพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD ที่สํารวจว่าระบบการศึกษาของแต่ละประเทศได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสําห รับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่

โดยเน้นการประเมินความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปีในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ สามารถนำความรู้และทักษะไปปรับใช้เพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง มากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียนนั้น โครงการนี้จะสอบทุก 3 ปี ซึ่งผลการสอบล่าสุดในปี 2012 ปรากฏว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้นทุกวิชา

แต่ยังมีคะแนนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ 65 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 50 จากทั้งหมด ผลการสอบนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุกให้กระทรวงศึกษาธิการในฐานะผู้กำกับดูแลต้องคิดทบทวน หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนการสอนว่า ต้องทำอย่างไร เพื่อให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องการให้เลื่อนอันดับการสอบ PISA สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องการให้เด็กไทยรู้จักคิด วิเคราะห์เป็น ในเวลานี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประชุมหาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่คาดว่าน่าจะเห็น เป็นรูปเป็นร่างเร็วๆนี้

นอกจากความล้าสมัยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 แต่มีการปรับปรุงในปี 2551 ทั้งที่หลักสากลจะปฏิรูปการศึกษาทุก 10 ปีแล้ว กรอบโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของไทยก็สูงเป็น อันดับสองของโลก คือ 1,000-1,200 ชั่วโมง ต่อปี รองจากทวีปแอฟริกา 1,400 ชั่วโมง ต่อปี ซึ่งเกือบทุกประเทศมีเวลาเรียนเฉลี่ย 600-800 ชั่วโมงต่อปี ทำให้เด็กไทยใช้เวลากับการเรียนมากจนอาจจะไม่มีเวลาสำหรับการพัฒนาทักษะ อื่นๆ โดยตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพ้ืนฐานได้กำหนดไว้ว่าในระดับประถมศึกษาให้มีเวลา เรียนไม่เกิน 1,000 ชม. ต่อปี  มัธยมศึกษาตอนต้นไม่เกิน 1,200 ชม.ต่อปี และมัธยมศึกษาตอนปลายรวม 3 ปีไม่ต่ำกว่า 3,600 ชม.ต่อปี

แต่ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาทางการเมืองส่งผลกระทบให้ระบบการศึกษาสั่น คลอน เนื่องจากโรงเรียนต้องประกาศหยุดเรียนเป็นเวลารวมหลายวัน บางแห่งหยุดสะสมนานกว่า 1เดือน หรือสูญเสียชั่วโมงเรียนกว่า 180 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงมอบอำนาจให้ผู้บริหารโรงเรียนแต่ละแห่งพิจารณาหยุดตาม ความเหมาะสมและหาทางแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนเรียนครบตามหลักสูตร โดยใช้วิธีต่างๆ เช่น การขยายเวลาเรียนเพื่อสอนชดเชย

หรือการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารระหว่างครูและนักเรียน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า "หากการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปก็ย่อมส่งผลกระทบแน่นอน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โรงเรียนต้องหาทางดูแลแก้ไขให้เด็กได้"

 

เครดิต ไทยรัฐออนไลน์