สกอ.ตามฟันมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรเถื่อน

วันนี้(26 ก.พ.)น.ส.อัมพา สุวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ปีงบประมาณ 2555-2557 จำนวน 55 สถาบัน 176 ศูนย์ 461 หลักสูตร ปรากฏว่า มีหลักสูตรที่ได้ระดับผ่าน 80 หลักสูตร ระดับต้องปรับปรุง 113 หลักสูตร และระดับไม่ผ่าน 268 หลักสูตร ซึ่งในส่วนของหลักสูตรที่ไม่ผ่านนั้น ทางศูนย์จะต้องยุติการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษาถัดไป แต่หากยังคงเปิดรับนักศึกษาอยู่ ทาง สกอ.จะไม่รับทราบหลักสูตรนั้น รวมถึงหลักสูตรที่เปิดในที่ตั้งด้วย อีกทั้งจะประกาศให้สาธารณชนรับทราบ และแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับทราบ เนื่องจาก ก.พ.มีหน้าที่รับรองวุฒิในการเข้ารับราชการและตีค่าเงินเดือน

น.ส.อัมพา กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีของหลักสูตรที่อยู่ในระดับปรับปรุงนั้น จะต้องปรับปรุงตามประเด็นที่คณะกรรมการเห็นว่า ยังไม่มีคุณภาพ และไม่มีมาตรฐานเพียงพอ ซึ่งต้องปรับปรุงภายใน 1 ภาคการศึกษา และรายงานผลเข้ามาที่ สกอ. จากนั้นสกอ.จะลงไปตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหลักสูตรที่ไม่ผ่านนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาจารย์ประจำหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินทั้งคุณวุฒิ และจำนวนผู้สอน อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังมีอีกหลายสถาบันที่ยังไม่ได้เข้าไปตรวจประเมิน ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะเริ่มออกไปดำเนินการในส่วนที่เหลือต่อไป

" จากการออกไปติดตามประเมินผล พบว่าในบางพื้นที่ศูนย์นอกที่ตั้งฯยังมีประโยชน์กับเด็กจริงๆ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา เนื่องจากบางจังหวัดไม่มีสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่เลย ส่วนตัวจึงมองว่าการมีศูนย์นอกที่ตั้งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา และช่วยให้เด็กประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าหอพัก และค่าเดินทาง แต่การจะเป็นศูนย์นอกที่ตั้งที่ดีและสมบูรณ์แบบได้นั้นจะต้องจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานเทียบเท่ากับการเรียนการสอนในที่ตั้งด้วย" น.ส.อัมพา กล่าวและว่า ขณะนี้มีข้อมูลเข้ามาว่ามีสถาบันอุดมศึกษาเปิดศูนย์นอกที่ตั้งโดยไม่ได้แจ้งมาที่ สกอ.อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสกอ.จะสอบถามไปยังอธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัยให้ยืนยันข้อมูลว่าเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งถ้ายังไม่มีการตอบกลับมาก็จะประกาศให้สาธารณชนรับทราบว่าเป็นหลักสูตรเถื่อนต่อไป. 

 

 

เครดิต : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์