ปิดฉากแจกแท็บเล็ตนักเรียน

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 มิ.ย.) ที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้เชิญ ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทน รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะทำงานแท็บเล็ต มาประชุมหารือเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินโครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียนต่อไปอย่างไร หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า คสช.ให้ยกเลิกโครงการการจัดซื้อแท็บเล็ต ประจำปีงบประมาณ 2557 โดยให้เปลี่ยนแปลงงบฯ ไปใช้ในโครงการอื่นแทน และมอบให้ 10 หน่วยงาน ได้แก่ สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา เมืองพัทยา กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันการพลศึกษา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ไปคิดโครงการขึ้นมานำเสนอใหม่ โดยมีโจทย์ว่าถ้าไม่ซื้อแท็บเล็ตแจกจะนำเงินไปทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์ใน เรื่องของคุณภาพการศึกษา

       แหล่งข่าวระดับสูงจาก ศธ. เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือดังกล่าวได้มีการพิจารณาข้อมูลต่างๆ รวมทั้งข้อคิดเห็นจาก 10 หน่วยงาน เกี่ยวกับโครงการการจัดซื้อแท็บเล็ต โดยที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกโครงการการจัดซื้อแท็บเล็ต ประจำปีงบประมาณ 2557 พร้อมทั้งให้ยุติการจัดซื้อแท็บเล็ต ประจำปีงบประมาณ 2556 ในโซน 4 ของนักเรียนชั้น ม.1 (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ที่ยังค้างอยู่ด้วย เนื่องจากไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสม โดยที่ประชุมให้นำงบฯ ที่ใช้ในการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 4 จำนวน 1,170 ล้านบาท ไปรวมกับงบฯ ที่จะใช้ในการจัดซื้อแท็บเล็ต ปี 2557 จำนวน 5,800 ล้านบาท มารวมกัน ซึ่งรวมเป็นเงิน 6,970 ล้านบาท ไปดำเนินการในโครงการอื่นที่เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาแทน ทั้งนี้ได้มอบให้ปลัด ศธ. ทำเรื่องเสนอไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายการ และขอกันเงินงบประมาณแบบไม่มีหนี้ด้วย

       แหล่งข่าวระดับสูงจาก ศธ. กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อสรุปว่านักเรียนทุกคนไม่จำเป็นต้องได้รับแจกแท็บเล็ตเป็นของตนเอง เพราะใช้แท็บเล็ตเรียนเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น จึงถือว่าไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสมที่จะจัดซื้อให้แก่นักเรียนทุกคน ขณะเดียวกันยังเห็นว่าแท็บเล็ตไม่เหมาะที่จะนำมาใช้สอนนักเรียนตลอดเวลา ควรใช้ในการเรียนการสอนบางชั่วโมงเท่านั้น และเด็กๆ ควรเรียนรู้จากครูผู้สอน อีกทั้งแท็บเล็ตถือเป็นครุภัณฑ์ของโรงเรียน จึงไม่เหมาะสมที่จะไปมอบให้นักเรียนเป็นของส่วนตัวได้ โดยคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุ กรมบัญชีกลาง ก็ได้ระบุมาว่าจะมอบแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนไม่ได้ นอกจากนี้แท็บเล็ตยังมีขนาดหน้าจอที่เล็ก ทำให้นักเรียนมีปัญหาด้านสายตา ส่วนคุณภาพของเครื่องเนื่องจากมีราคาถูก ทำให้แท็บเล็ตมีคุณภาพต่ำ มีอายุใช้งานที่สั้นเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น และไม่คุ้มค่าเมื่อต้องมีการซ่อมแซม.